Apr/28/2010
ขออภัยผู้อ่านทุกท่าน
สำนักพิมพ์ฯ กำลังอยู่ในช่วงสังคายนาเว็บใหม่พอดีเลย
ระหว่างนี้เราพบปะกันไปพลางใน เว็บบอร์ดใหม่ ของสนพ.ฯ ก่อนนะครับ
หรือไม่ก็อัพเดทความเคลื่อนไหวได้ที่ facebook.ohmygodbooks ได้เลยโลด
♥ หนังสือออกใหม่อยากให้ทุกคนอ่าน ♥
บทเรียนชีวิตที่จิตแพทย์อยากบอกให้โลกรู้
The Road Less Traveled :
A New Psychology of Love,
Traditional Values and Spiritual Growth
โดย นายแพทย์ เอ็ม. สก็อต เปค
วิทยากร เชียงกูล แปล
หนังสือติดอันดับขายดีในรอบ 30 ปี
แปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา
พิมพ์จำหน่ายทั่วโลกไปแล้วกว่า 6 ล้านเล่ม

วิทยากร เชียงกูล
ผมเลือกแปลหนังสือจิตวิทยาประยุกต์ซึ่งเป็นหนังสือที่ทั้งขายดีและมีเนื้อหาดีมากเล่มนี้ด้วยเหตุผล 2 3 ประการ ที่สำคัญที่สุดคือ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านในฐานะปัจเจกชนเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทัศนคติและพฤติกรรมของเขาไปในทางที่ช่วยให้ทั้งตัวเขา ครอบครัว และคนที่เขาสัมพันธ์ด้วยดีขึ้นอย่างเห็นผลได้ชัดยิ่งกว่าหนังสือประเภทบทวิเคราะห์ และการเสนอทางออกเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองสังคมไทยที่ผมเขียนออกมาหลายเล่ม หนังสือแนวปฏิรูปสังคมก็สำคัญ แต่ปัจเจกชนที่สนใจและรู้ปัญหาสังคมยังเป็นคนส่วนน้อย จึงมักทำอะไรไม่ได้มากนัก ในสภาพที่คนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนมีอำนาจยังสนใจแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นเฉพาะหน้ามากกว่าที่จะมองการณ์ไกล การเปลี่ยนแปลงปฏิรูปทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของประเทศซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นจึงทำได้ยาก ในขณะที่ปัจเจกชนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและคนรอบข้าง เช่น ลูกๆ ของพวกเขาได้ง่ายกว่า
เหตุผลข้อที่สองคือ ผมเคยคัดสรรแปลและเรียบเรียงหนังสือคำคมมาหลายเล่ม นักคิดบางคนเคยพูดว่า
น่าเสียดายที่เราเกิดมาโดยไม่มีคู่มือการใช้ชีวิตติดตัวมาด้วย
บางคน (ภาษิตฝรั่งเศส) พูดว่า
กว่าเราจะรู้ว่าชีวิตคืออะไร เราก็ใช้มันไปแล้วครึ่งหนึ่งของชีวิต
ผมจึงคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือการเดินทางในชีวิตเล่มที่หลายคนคงอยากได้ หากใครได้อ่านอย่างตั้งใจ คู่มือเล่มนี้จะช่วยให้เขาเดินทางได้อย่างราบรื่น และมีความสุขมากกว่าที่เราจะใช้ชีวิตไปตามแระแสคนส่วนใหญ่ในสังคมโดยไม่มีคู่มือใดๆเลย หรือมีเฉพาะคู่มือประเภทที่เน้นบางเรื่องเช่น การหาเงิน มากเกินไป
นี่คือหนังสือที่อยู่ในกลุ่มที่สมควรจะติดป้ายประกาศไว้ที่หน้าปกว่า โปรดสนใจ! หนังสือเล่มนี้อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้
เหตุผลข้อที่สามคือ การแปลหนังสือแม้จะเป็นงานเล็กๆที่ดูเหมือนไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่นัก แต่การรู้จักเลือกหนังสือ การแปลเรียบเรียงให้ถูกต้องและเป็นภาษาไทยที่เข้าใจได้ง่ายและน่าอ่านนั้นเป็นงานยากลำบากที่ต้องใช้ทักษะสูง แต่ได้ค่าตอบแทนต่ำ (เพราะคนไทยอ่านหนังสือน้อย) หนังสือแปลที่คนแปลมีทักษะไม่สูงพอ จะทำให้ผู้อ่านได้เนื้อหาสาระน้อยกว่าที่ควรได้รับ หรือบางทีก็ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปเลยก็มี น่าเสียดายที่เรายังไม่มีสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการแปลอย่างจริงจัง
หนังสือเล่มนี้เสนอจิตวิทยาแนวใหม่ในเรื่องเกี่ยวกับวินัย ความรัก ความเจริญงอกงามทางจิตใจ คติความเชื่อ (ศาสนา) และพลังแห่งความดีงามซึ่งจะช่วยทำให้เราเจข้าใจความคิดและพฤติกรรมของตัวเราเองและคนรอบข้างได้ดีขึ้น และจะช่วยทำให้เราเห็นช่องทางที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต และพัฒนาความเจริญงอกงามทางจิตใจของตัวเองและคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก คู่ครอง ลูก ญาติมิตร เพื่อน ฯลฯ ได้เพิ่มขึ้น
สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญพอๆหรืออาจจะมากกว่าสุขภาพทางร่างกาย (เพราะสุขภาพจิตที่มีปัญหา เช่น ความเครียด ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพกายได้ด้วย) แต่คนไทยเราสนใจเรื่องนี้น้อยมาก นอกจากเราจะไม่รู้และไม่สนใจเรื่องสุขภาพจิตของตัวเราเอง ลูกหลาน และคนรอบข้างเราแล้ว เรายังมีความคิดแบบผิดๆว่าการไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นเรื่องน่าละอาย กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเรา ลูกหลาน หรือญาติของเราเป็นบ้าหรือเพี้ยนไป ทั้งๆที่เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนจะมีปัญหาสุขภาพจิตในระดับใดระดับหนึ่งในเวลาใดเวลาหนึ่งได้ เหมือนกับที่เรามีโอกาสมีปัญหาสุขภาพกาย และต้องคอยป้องกันสุขภาพตัวเอง หรือต้องไปรักษาหมอ โดยที่ไม่อายใคร เพราะเราเห็นปัญหาการเจ็บป่วยทางกายเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องสุขภาพจิต ก็ควรถือเป็นเรื่องธรรมดา
โลกและชีวิตคนปัจจุบันมีปัญหามากขึ้นและสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น แต่ที่คนไทยส่วนใหญ่เหมือนยังอยู่ในโลกยุคเก่าซึ่งไม่รู้สึกจำเป็นและไม่ค่อยชอบเรียนรู้ ไม่ค่อยอ่านหนังสือและคุยเรื่องทางปัญญามากนัก ทำให้สังคมไทยขาดภูมิปัญญาและจิตสำนึกในการเรียนรู้ และช่วยกันแก้ปัญหาทุกด้าน คนส่วนใหญ่เน้นแต่การเรียนรู้เรื่องอาชีพและการหาเงิน และสร้างเสริมค่านิยมเน้นแต่เรื่องการบริโภค การเสพสุขและความสำเร็จส่วนตัวมากเสียจนไม่ตระหนักเลยว่า นโยบายการพัฒนาประเทศและการใช้ชีวิตตามกระแสของการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นด้านวัตถุนั้น เป็นตัวการที่เปลี่ยนแปลงและทำลายสภาพแวดล้อม สร้างปัญหาทางสังคมและชีวิต และปัญหาส่วนตัวให้กับคนในสังคมเพิ่มขึ้นมากเพียงใด
วันนี้เราห่วงแต่ว่าเศรษฐกิจ (การเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ) จะฟื้นหรือไม่ฟื้น เราไม่ได้ห่วงเลยว่าทุกวันนี้คนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนรู้จักที่จะรักตัวเองและรักคนอื่นอย่างสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน สถาบันครอบครัวและชุมชนอ่อนแอลงอย่างไร การเติบโตทางเศรษฐกิจ (โดยไม่สนใจการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม) จะนำพาสังคมไทยไปสู่ปัญหาการแงแย่งแข่งขัน ความเครียด ความก้างร้าว ความเกลียดชังเพิ่มขึ้นอีกมาเพียงไร
หนังสือเล่มนี้แม้จะเขียนโดยจิตแพทย์ชาวอเมริกัน แต่ปัญหาสุขภาพจิตของมนุษย์เป็นปัญหาที่มีลักษณะสากลคือ เกิดขึ้นกับคนทุกเชื้อชาติในลักษณะที่คล้ายๆกัน จึงเป็นหนังสือที่คนไทยน่าจะอ่านและศึกษาเรียนรู้แง่คิดบทเรียนต่างๆที่ผู้เขียนเสนอไว้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ยังมีลูกเล็กๆ ก็น่าจะอ่านมากที่สุด เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ทำร้ายจิตใจของลูกโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ตั้งใจ แนวคิดที่สร้างสรรค์และมุมมองใหม่ๆของผู้เขียนน่าจะให้แง่คิดที่ทำให้คนไทยในวันนี้ได้ฉุกคิด มองชีวิตตนเองและคนอื่นอย่างพินิจพิจารณามากขึ้น และคนไทยที่ฉลาดพอ มีความรักมากพอ น่าที่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินของชีวิตซึ่งต่างไปจากเส้นทางกระแสหลักที่คนส่วนใหญ่กำลังเลือกเดินอยู่ เพราะนั่นจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งตัวเราเองและเพื่อนมนุษย์ทั้งหมดมากกว่า
ถ้าคุณรู้สึกว่าได้ประโยชน์และแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ รู้สึกรักตัวเองและเพื่อนมนุษย์มากขึ้น ก็ขอให้ช่วยแนะนำ ช่วยบอกต่อ หรือแม้แต่ส่งหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญให้คนที่คุณรักและปรารถนาดีด้วย นี่คือสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราแต่ละคนพอทำได้ ในประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมมาก มีความโง่เขลาและเห็นแก่ตัวของชนชั้นนำผู้มีอำนาจมาก จนเราคงจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมระดับประเทศได้ยากมาก นอกจากเราจะเริ่มจากการเปลี่ยนกรอบความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของปัจเจกชนแต่ละคนแต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน ให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์และมีความรักอย่างแท้จริงให้ได้ด้วยควบคู่กันไปกับการต่อสู้ทางเศรษฐกิจและการเมือง
ด้วยความรักและปรารถนาดี
วิทยากร เชียงกูล
มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก ปทุมธานี

¥¥ ♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥ ¥¥
ล่มสลาย | Collapse

--> Facebook | Oh My God Books <--


มีใครบ้างที่จะไม่มองไปยังมหาปราสาทนครวัด และเมืองรกร้างพร้อมพิระมิดของอาณาจักรมายา แล้วจะไม่รู้สึกว่าความวิบัติล่มจมแบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับสังคมยุคนี้ได้เช่นกัน?
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสังคมและอารยธรรมต่างๆ ที่เคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่กลับต้องประสบกับความวิบัติล่มจมในท้ายที่สุด? อะไรคือเหตุปัจจัยที่นำสังคมไปสู่ความฉิบหายเหล่านั้น? มีโอกาสแค่ไหนที่สังคมไทยและโลกยุคปัจจุบันจะล่มสลายหายนะ?
หลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายบ่งชี้สัญญาณอันตรายว่า แม้จะมีความมั่งคั่งและก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่สังคมปัจจุบันกลับกำลังถอดแบบความล่มจมและมุ่งสู่หายนะด้วยอัตราเร่ง ในลักษณะเดียวกับสังคมซึ่งล่มสลายไปแล้วในอดีตเคยประสบ
ร่วมกันไขปริศนาดำมืดแห่งอดีตกาล เพื่อทำความเข้าใจและสรุปบทเรียนถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้สังคมและอารยธรรมต้องล่มสลาย เพื่อประวัติศาสตร์เหล่านั้นจะได้ไม่ซ้ำรอย กับหนังสือ ล่มสลาย: ไขปริศนาความล่มจมของสังคมและอารยธรรม แปลจากผลงานสะท้านยุค Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed จากนักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ จาเร็ด ไดมอนด์ (Jared Diamond) ผู้ได้รับการยกย่องจาก FOREIGN POLICY นิตยสารระดับโลกด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้เป็น 1 ใน 100 ของปัญญาชนสาธารณะชั้นนำของโลกในยุคนี้ ผลงานแปลโดย อรวรรณ คูหเจริญ นาวายุทธ

คำกล่าวถึงหนังสือ "Collapse | ล่มสลาย"
หนังสือชั้นยอด.... Collapse หนังสือดีที่จะไม่มีวันล้าสมัย
เพราะถ่ายทอดสัจธรรมจากอดีตที่คนปัจจุบันจะต้องสำเหนียกอย่างเร่งด่วน
-- สฤณี อาชวานันทกุล | ประชาชาติธุรกิจ
คนไทยควรอ่านหนังสือเล่มนี้
-- ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
ผู้เขียนพยายามวิเคราะห์ว่า เหตุใดสังคมซึ่งล่มสลายจึงไม่สามารถเลือกหนทางแก้ปัญหาเพื่อให้ตัวอยู่รอดได้ ปัจจัยที่จะทำให้เกิดอย่างนั้นมีได้หลายอย่าง และล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น -- ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ | มติชนรายสัปดาห์
เป็นหนังสือที่มีค่ายิ่งสำหรับชาวโลก ตั้งแต่วันที่ผมอ่านจบ ผมคิดอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรคนไทยจึงจะมีโอกาสได้อ่านอย่างทั่วถึง ...หนังสือที่มีความเป็นอมตะอีกเล่มหนึ่ง
...สถาบันการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมฯ ขึ้นไปต้องมีไว้ให้เยาวชนอ่าน
-- ดร.ไสว บุญมา อดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก
ปลุกวิญญาณนักจัดการงานวิจัยของผมให้ลุกโพลง
...ผมอยากให้เมืองไทยมีการวิจัยเชิงมหภาพแบบนี้บ้าง
-- ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
พร้อมสรรพด้วยมุมมองอันทะลุทะลวงและการนำเสนอที่กระจ่างชัด นี่คือหนังสือเอกอุแห่งปี เทียบเท่าความรู้ที่ได้จากหลักสูตรวิชาในมหาวิทยาลัยทั้งปี -- บิสสิเนส วีก
น่าเชื่อถือคล้อยตามอย่างยิ่งยวด เปี่ยมด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม ขุมทรัพย์จากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และสถิติอันชวนขนลุก ... เมื่ออ่านจบลง ผู้อ่านคงอดรู้สึกกังขาไม่ได้ว่าเรากำลังเดินไปตามเส้นทางเดียวกับบรรดาอารยธรรมต่างๆ ที่ล่มสลายไปแล้วนี้หรืออย่างไร
-- เดอะ บอสตัน โกลบ
ดาวน์โหลด "Collapse--ล่มสลาย" เวอร์ชั่นอีบุ้ค
Join us on: Facebook | Oh My God Books
: Twitter | Oh My God Books

The Five Secrets You Must Discover Before You Die
The Secrets Out !!!
...จะดีแค่ไหนหากเราได้เรียนรู้บทเรียนล้ำค่าของชีวิตก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...
ลองนึกภาพว่า คุณกำลังวางแผนไปพักผ่อนยังประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจและลึกลับ คุณสะสมเงินทองมาตลอดชีวิตเพื่อจะเดินทางไปที่นั่น มันคือดินแดนที่คุณมีทางเลือกในการใช้เวลาเกือบไม่จำกัด คุณรู้ว่าตนเองไม่มีเวลามากพอที่จะสำรวจโอกาสได้ครบทุกอย่าง คุณค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีวันได้เดินทางกลับไปอีก นี่จะเป็นโอกาสเดียวของคุณ
คราวนี้ลองนึกภาพว่ามีคนมาบอกคุณว่า หลายคนในละแวกเดียวกับคุณเคยเดินทางไปประเทศนั้นและสำรวจมาแล้วทุกซอกมุม บางคนมีความสุขกับการเดินทางและมีเรื่องเสียใจเพียงไม่กี่เรื่อง บางคนอยากกลับไปอีกเมื่อได้รู้สิ่งที่บัดนี้พวกเขารู้แล้ว คุณจะเชิญพวกเขามาทานอาหารมื้อเย็นร่วมกับคุณและขอให้พวกเขานำรูปถ่ายมาด้วยหรือเปล่า คุณจะฟังเรื่องราวและคำแนะนำจากพวกเขาไหม
ชีวิตนั้นอุปมาเหมือนประสบการณ์แห่งการเดินทางที่ว่านี้ เรามีโอกาสเดินบนถนนชีวิตได้เพียงครั้งเดียว อย่างน้อยที่สุดก็ในรูปกายนี้ (เท่าที่เรารู้) เรามีเวลาจำกัดและยังระบุจำนวนไม่ได้ หลายคนลงเอยที่ความเสียใจในวิธีที่ตนใช้ในการเดินทาง ขณะอีกหลายคนก็จบตรงความรู้สึกว่าชีวิตมีจุดหมายและมีความสุขลึกล้ำ ทำไมเราจึงจะไม่ฟังผู้ที่เคยผ่านการเดินทางมาก่อนและบอกเราได้ว่าเขาเรียนรู้อะไรมาบ้าง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยครั้งสำคัญ ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วทั้งทวีปอเมริกา เพื่อไขปริศนา ความลับ แห่งชีวิต ด้วยการเข้าไปสัมภาษณ์ ผู้ผ่านโลกมามาก (อายุ 60-105 ปี) ซึ่งใครต่อใครต่างบอกว่าเป็นผู้ที่ได้ค้นพบความสุขและความหมายลึกล้ำ โดยคัดเลือกจากผู้ได้รับการเสนอชื่อกว่า 15,000 คน จนเหลือเพียง 235 คน เพื่อเสาะหาแก่น ความลับ ล้ำค่าจากประสบการณ์ชีวิตรวมกันแล้วกว่า 18,000 ปี
แม้กลุ่มผู้สัมภาษณ์จะมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านศาสนา ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม เพศสภาพ และสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ตั้งแต่มหาเศรษฐีไปจนถึงศิลปิน แต่ "ความลับ 5 ข้อ" ที่ได้ค้นพบจากคนเหล่านี้ กลับแสดงถึงความเป็นสากลที่ข้ามพ้นเส้นแบ่งแยกต่างๆ นานาที่มักแยกเราออกจากกัน เมื่อพิจารณาจากว่าอะไรคือสิ่งสำคัญแท้จริง และอะไรที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมายแล้ว ดูเหมือนว่าการเดินทางของมนุษย์จะมีหลายสิ่งร่วมกันอยู่ ซึ่งไม่ถูกผูกติดกับหลักความเชื่อหรือวัฒนธรรมใดๆ
ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย คือบทสรุปจากโครงการวิจัยที่คุณจะไม่มีวันลืมดังกล่าว ซึ่งจะเฉลยปริศนาแห่งชีวิตว่า ไม้ใกล้ฝั่งผู้ทรงภูมิเหล่านี้ได้เรียนรู้อะไร? มีสิ่งใดมาสอนเราเกี่ยวกับการใช้ชีวิต? และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้อ่านจะใช้ประโยชน์จาก ความลับ เหล่านี้อย่างไร...ในวันที่ทุกอย่างยังไม่สายเกิน
ทั้งนี้ ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย ได้รับรางวัลชนะเลิศ Gold Medal Winner ในหมวดหนังสือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต จาก The Independent Publisher Book Awards ประจำปี 2008
ดร.จอห์น ไอโซ เขียน / อรวรรณ อบรมย์ แปล
What are the Five Secrets?
OMGs Pay It Forward Project : The Five Secrets Unveiled
ส่งต่อความลับ (เพื่อให้มันไม่ต้องเป็นความลับอีกต่อไป)
...Our Gift As Your Gift ...
ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือ ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย ในรูปแบบ e-book โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (ราคาปกติ 190 บาท) ได้ที่นี่ หรือขอรับฟรี (เช่นกัน) ผ่านทางอีเมล ด้วยการคลิ้กที่หัวข้อ "เกี่ยวกับสำนักพิมพ์ / ติดต่อ: Contact Us" ทางด้านซ้ายมือของหน้าเว็บนี้ สำนักพิมพ์ฯ ขอเพียงว่าหากท่านได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ โปรด "ส่งต่อความลับ" (e-book) นี้ไปยังคนอื่นๆ เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับสิ่งดีๆ ไปพร้อมกับท่านด้วย
ในบทที่ 8 หน้า 135 ของหนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่า
"ทำไมคุณถึงไม่ร่วมแรงร่วมใจกับใครสักคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ล่ะ
คนที่สนใจนำความลับไปปฏิบัติในชีวิตจริง คอยตรวจสอบกันและกัน
ให้กำลังใจกันและกัน และเสนอแนวคิดในการแก้ไขตนเอง
เราเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดเมื่อเราเปลี่ยนร่วมกัน"
เราจึง(ทดลอง)สร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางให้ผู้อ่านได้พบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง
ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ ส่งต่อความลับ แบบง่ายๆ
เชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมกลุ่ม Living The Five Secrets ใน Facebook.com
ได้ที่นี่ Living The Five Secrets -- Facebook ครับ
(ปล. สมัคร facebook ง่ายและสะดวกมากๆ ไม่เกินสองนาทีก็เสร็จเรียบร้อย)
.... วิธี "ส่งต่อความลับ" แบบง่ายๆ ....
หากคุณเห็นว่าเนื้อหาของ ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย มีคุณค่า เป็นประโยชน์ และอยากให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้ ความลับ ไปพร้อมกับคุณ คุณสามารถเป็นหนึ่งในผู้ ส่งต่อความลับ ด้วยวิธีง่ายๆ หลายรูปแบบดังต่อไปนี้
- พยายามนำสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต
- ส่ง eBook ของหนังสือ ความลับ 5 ข้อ (ซึ่งเราแจกฟรี) ให้แก่คนใกล้ชิดหรือคนที่คุณคิดว่าอาจได้รับประโยชน์ อย่างน้อยสัก 3 คน (หรือตามแต่ที่คุณต้องการ) และหากคนที่คุณส่ง eBook ให้ไปนั้นได้รับประโยชน์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณก็ขอให้เขาส่งต่อ eBook ไปยังคนอื่นด้วยวิธีเดียวกัน
- แนะนำโครงการ "ส่งต่อความลับ" และหนังสือ ความลับ 5 ข้อ รวมถึงบอกเล่าสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับจากหนังสือเล่มนี้แก่เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หรือคนใกล้ชิด รวมถึงผู้ที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วยในชีวิตประจำวัน ด้วยวิธีที่ไม่ยัดเยียด
- ซื้อหนังสือเล่มนี้เป็นของขวัญแก่ผู้อื่น หรือหากไม่ต้องการซื้อ คุณก็สามารถดาวน์โหลด eBook ฟรีได้ทางเว็บนี้ หรือไม่ก็แจ้งขอรับผ่านทางอีเมลจากสำนักพิมพ์ฯ เพื่อนำไปแจกจ่ายและส่งต่อเป็นของขวัญแก่ผู้อื่นต่อไป
- หากคุณไม่สะดวกหรือไม่ต้องการส่งต่อ eBook แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณอาจแนะนำให้เขามาดาวน์โหลดได้ง่ายๆ จากเว็บนี้ (หรือขอรับผ่านทางอีเมล) หรือไม่ก็เชิญชวนให้เขาหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน
- แนบเอกสารนี้ไปพร้อมกับการส่ง eBook เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้อื่นได้ ส่งต่อความลับ
- คิดค้นวิธี ส่งต่อความลับ ในแบบอื่นใดที่คุณเกิดแรงบันดาลใจ...ตามวิถีทางของคุณเอง
มาร่วมมอบสิ่งดีๆ ด้วยการเป็นหนึ่งใน ผู้ส่งต่อความลับ กันนะครับ ลองคิดดูสิว่ามันจะดีแค่ไหน หากชีวิตของใครหลายคนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และลองคิดดูสิว่าผลกระทบเชิงบวกจะแผ่กระจายไปมากมายเพียงใด ถ้าแต่ละคนร่วม ส่งต่อความลับ นี้ต่อๆ กันไปด้วยวิธีง่ายๆ นี้
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
Our Heartfelt Book Recommendation
"สุดทางทุกข์" : หนังสือแด่ทุกดวงใจที่เจ็บช้ำ
...ถ้าคนที่เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วนเข้ามาบอกคุณว่า เขาอยากจะแบ่งปันบทเรียนชีวิตกับคุณ คุณจะให้โอกาสเขาพูดมั้ย แล้วคุณคิดว่าเขาจะพูดอะไร...
แล้วถ้าเขาบอกว่า เราสามารถเปลี่ยนความทุกข์สาหัส ให้เป็นความสุขลึกล้ำและมีชีวิตที่มีความหมายได้ คุณจะเชื่อเขาหรือเปล่า นั่นคือความน่าสนใจของหนังสือ สุดทางทุกข์ ที่แปลจากต้นฉบับเรื่อง At Hells Gate: A Soldiers Journey from War to Peace ของ ภิกษุ คล้อด อันชิน ธอมัส (Claude Anshin Thomas) ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่า เป็นหนึ่งในหนังสือแนวอัตชีวประวัติที่น่าทึ่งและมีคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมาเลยทีเดียว เนื้อหาลึกซึ้งจริงจัง แต่ขณะเดียวกันก็เรียบง่ายและอ่านง่าย สะเทือนใจ ละเมียดละไม ทั้งยังแฝงการวิพากษ์วิถีสังคมและวัฒนธรรมไว้อย่างแยบคาย
สุดทางทุกข์ เล่าผ่านประสบการณ์เลวร้ายบัดซบของตัวผู้เขียน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขได้จริงๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ในจุดที่ตกต่ำแค่ไหน เราสามารถพลิกชีวิตจากจากดำเป็นขาว จากเรื่องร้ายๆ สู่สิ่งดีๆ ได้เสมอ ถ้าเพียงแต่เราจะกล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง เผชิญกับความทุกข์หรือบาดแผลในใจที่เรามี และมุ่งมั่นว่าจะใช้ชีวิตให้ต่างไปจากเดิมให้ได้ เมื่อนั้นเองเราจะได้ตระหนักว่า ความทุกข์คือประตูที่จะนำเราสู่ความสุขในท้ายที่สุด ถ้าเราเพียงแต่ใช้ความทุกข์ให้เป็น
ผู้เขียนเป็นใครถึงกล้าพูดจาทำนองนี้
ที่มาที่ไปของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ เขา (คล้อด อันชิน ธอมัส) เป็นอดีตนายทหารอเมริกันผู้ห้าวหาญซึ่งเข้ารบในสงครามเวียดนาม และได้ฆ่า ศัตรู ไปหลายร้อยศพในการสู้รบ หลังปลดประจำการได้เดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมเหรียญกล้าหาญร่วม 30 เหรียญ รวมถึงเหรียญตราเกียรติยศชั้นสูง Purple Heart
แต่โชคร้ายที่หลังจากนั้นเขาไม่สามารถกลับมามีชีวิตแบบปกติได้อีกเลย เพราะถูกความทรงจำจากห้วงสงครามตามหลอนจนสติแตก มีอาการตื่นตระหนกและหวาดระแวงตลอดเวลา บางครั้งถึงขั้นไม่กล้าเดินออกจากบ้านตัวเอง ต้องประสบภาวะดิ้นรนทางจิตใจอย่างรุนแรง (ภาษาทางจิตเวชอาจเรียกว่าเป็นอาการ post-traumatic stress) ชีวิตครอบครัวหลังจากนั้นต้องพังไม่เป็นท่า แล้วตัวเองก็ไม่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครได้ ต้องเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ และหันไปใช้เหล้าและเฮโรอีนเป็นเครื่องประทังความอยู่รอดทางใจ เพื่อหลีกหนีการดิ้นรนในจิตใจที่ไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร สุดท้ายต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้าน และฉิวเฉียดต่อการฆ่าตัวตายหลายครั้ง
จุดเปลี่ยนมาถึงหลังเวลาผ่านไป 20 ปี เมื่อเขาได้พบกับพระภิกษุชาวเวียดนามผู้ถือว่าเป็นศัตรูนั่นคือ ท่านติช นัท ฮันห์ ศัตรู ชาวเวียดนามท่านนี้ไม่ได้เข้ามาทำร้ายเขา แต่กลับเชื้อเชิญให้เขาหยุดหนีความทุกข์และเริ่มเยียวยาจิตใจตัวเอง
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาได้เริ่มเผชิญหน้ากับบาดแผลจากห้วงสงคราม และเริ่มเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ ด้วยคำสัญญาที่ให้กับตัวเองว่าจะต้องมีชีวิตที่ต่างจากเดิมให้ได้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเขานี้ไม่ได้ง่ายดายแบบชั่วข้ามคืน แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้งยังต้องอาศัยพลังใจ ความมุ่งมั่น และกำลังใจมหาศาล แต่สุดท้ายเขาก็สามารถเยียวยาตัวเองได้ จนเกิดความสงบสุขในใจ และเกิดศรัทธาในวิถีปฏิบัติแบบพุทธขึ้นมา จึงบวชเป็นภิกษุนับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ก็คือ เราไม่มีวันหนี ทุกข์ ได้จริง ยิ่งหนียิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมัน เขาย้ำว่าความทุกข์ที่ไม่ได้ถูกนำขึ้นสู่การรับรู้จะเป็นตัวกำหนดครอบงำพฤติกรรมของเราอย่างลึกซึ้งในหลายรูปแบบ และเมื่อเราไม่เท่าทันความทุกข์ที่อยู่ในจิตใจตัวเองแล้ว เราจะมีแนวโน้มที่จะก่อทุกข์ต่อไปไม่สิ้นสุด ส่งผลทำลายทั้งชีวิตตัวเองและผู้อื่น
แม้ปัจจุบันจะบวชเป็นพระ แต่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตในวัดวาอารามเหมือนพระสงฆ์ทั่วไป เพราะจะใช้เวลาเกือบ 300 วันในแต่ละปีเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความรุนแรงและสงครามทั่วโลก เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรากเหง้าของความทุกข์และความรุนแรงกับผู้กำลังสู้รบและผู้ประสบเคราะห์กรรม ทั้งยังแผ่เมตตา มอบธรรมบรรยาย และสานเสวนากับกลุ่มทางสังคมต่างๆ ถึงพลังแห่งสติ สันติวิธี การเยียวยาจิตใจตัวเอง รวมถึงสอนสมาธิ หลายครั้งก็ออกเดินทางข้ามโลกและข้ามประเทศด้วยการเดินเท้าจาริกธรรมนับหมื่นไมล์เพื่อเผชิญหน้ากับชีวิตและตัวเอง รวมถึงพูดคุยกับผู้คนที่พบเจอไปตลอดเส้นทาง
อีกด้านหนึ่งก็ก่อตั้งมูลนิธิ (Zaltho Foundation) ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมและศูนย์อบรมสมาธิภาวนาตามแนวทางพุทธแบบเซ็น ดำเนินโครงการสร้างเสริมสันติภาพและเยียวยาจิตใจแก่ปัจเจกผู้ทนทุกข์ และดำเนินกิจกรรมเพื่อหยุดยั้งการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่เล่าประวัติส่วนตัวของผู้เขียนเฉยๆ แต่ยังมีมุมมองชีวิต (และสังคม) ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แฝงอยู่ตลอดทั้งเล่ม รวมถึงแนวทางในการเยียวยาความทุกข์และแปลงสภาพอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นในชีวิต ถ้าใครบังเอิญอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อยากบอกว่า ไปหาหนังสือมาอ่านเถอะนะ แล้วคุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้อ่าน

คำกล่าวถึง สุดทางทุกข์
เส้นทางชีวิตที่พลิกผันของ คล้อด ธอมัส จะว่าไปแล้วน่าเป็นกระจกสะท้อนเส้นทางชีวิตของเราแต่ละคนได้ไม่น้อย แม้จะไม่เคยผ่านสงครามอย่างเขา แต่ดังที่เขาได้กล่าวย้ำ เราแต่ละคนมีสงครามของตนเองที่ยังไม่ยุติ ยังมีบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ยังมีฝันร้ายที่คอยหลอกหลอน สงครามภายในนี้ไม่มีใครยุติได้นอกจากตัวเราเอง เป็นสงครามที่มิอาจหลบหนีได้นอกจากหันมาเผชิญหน้าอย่างมีสติ หากคุณยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสงครามภายในนี้ หนังสือเล่มนี้น่าจะช่วยคุณได้ --- พระไพศาล วิสาโล
การผจญภัยทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง เปี่ยมปัญญา และทรงพลัง .... ช่วยให้เราได้ตื่นรู้และปลดปล่อยเราจากพันธนาการชีวิต --- Charles Johnson เจ้าของรางวัล The National Book Award จากหนังสือ Middle Passage และผู้ประพันธ์ Turning The Wheel
หนังสือเล่มนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง เรื่องราวของท่านธอมัสเปี่ยมด้วยพลังที่จะเยียวยา สร้างแรงบันดาลใจ และชี้แนะแนวทาง --- John Lawrence อดีตผู้สื่อข่าว CBS และผู้ประพันธ์ The Cat from Hue: A Vietnam War Story
เป็นหนังสือที่กระทบความรู้สึก สะท้อนอารมณ์ได้อย่างแจ่มชัด และเรียบเรียงด้วยถ้อยคำที่งดงาม ชีวิตของท่านธอมัสได้คลี่คลายให้เห็นถึงความลุ่มลึกและจุดสูงสุดของประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องราวที่ควรอ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในชีวิต --- Publishers Note
สิ่งที่ทำให้มุมมองของธอมัสควรค่าแก่การรับฟังเป็นอย่างยิ่งก็คือ มันเปี่ยมด้วยความชอบธรรมในแบบที่หาได้ยากและมิอาจปฏิเสธ จากการที่ตนต้องพานพบทั้งขั้วความมืดและแสงสว่างที่แฝงอยู่ในจิตวิญญาณมนุษย์ --- นิตยสาร What Is Enlightenment?
ขอแนะนำตรงๆ เลยว่า อยากให้คุณซื้อ อ่าน และขบคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ต้องอาศัยเวลายาวนานเหลือเกินกว่าที่หนังสือเล่มนี้จะออกมาได้ แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอย --- Turning Wheel Journal
♥♥♥ หากใครสนใจอ่าน สุดทางทุกข์ ก็เชิญอุดหนุนกันได้ตามร้านหนังสือทั่วไปนะครับ
แต่ถ้าใครอยากอ่านแต่ยังไม่อยากซื้อ...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
เชิญดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ฟรี ♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
|